ตัวแทนจำหน่าย

 

 

กระทู้ล่าสุด

ไม่มีกระทู้แสดง

 

รวม Link

จองตั๋วรถไฟ ON LINE


 

สถิติผู้เข้าชมเว็ป

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday325
mod_vvisit_counterYesterday819
mod_vvisit_counterThis week325
mod_vvisit_counterLast week5175
mod_vvisit_counterThis month13288
mod_vvisit_counterLast month14182
mod_vvisit_counterAll days384668

We have: 4 guests, 1 bots online
Your IP: 38.107.179.210
Today: 21 พ.ค. 2012 14:35
 
มารู้จัก RFID PDF พิมพ์ อีเมล
วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม 2011 เวลา 10:21 น.

มารู้จัก RFID

แนะนำเทคโนโลยี่ RFID

เทคโนโลยี RFID เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีล่าสุดของโลก หลายประเทศในโลก ให้ความสนใจและตื่นตัวกับเทคโนโลยี RFID จึงมีนโยบายสนับสนุนการใช้ RFID อย่างจริงจัง ปัจจุบันเทคโนโลยี RFID เริ่มเข้ามามีความสำคัญกับเราในชีวิตประจำวันมากขึ้นในรูปแบบการใช้งานต่างๆ กันตามแต่คิดจะประยุกต์ใช้งานได้ เช่น บัตรโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน บัตรพนักงาน กุญแจรถยนต์(Electronics Immobilization) ในแวดวงอุตสาหกรรมในส่วนของการผลิตเพื่อ Track and Trace ระบบบันทึกข้อมูลการจัดการสินค้าระหว่างการผลิตและจำหน่ายสินค้า การจัดการห่วงโซ่อุปทาน(Supply Chain Management) การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง และการกระจายสินค้า ระบบการขนส่ง การติดตามตู้สินค้าระหว่างการขนส่ง(e-Seal) การนำมาประยุกต์ใช้งานในการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้น ทุนในการตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมอาหาร (Food Traceability) ซึ่งพัฒนาการของเทคโนโลยี RFID ในปัจจุบันและอนาคตนั้นมีศักยภาพและปัจจัยเอื้ออำนวยอื่นๆ ทำให้เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าเทคโนโลยีนี้จะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการ บริหารจัดการธุรกิจรูปแบบใหม่ และอำนวยความสะดวกต่อการดำเนินชีวิตอย่างมาก ซึ่งจะมีส่วนในการเปลี่ยนโฉมของสังคมเข้าสู่สังคมสารสนเทศของประเทศไทย

 

RFID ย่อมาจากคำว่า “Radio Frequency Identification”   เป็นระบบชี้เฉพาะอัตโนมัติ Auto- ID แบบไร้สาย (Wireless) ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน ซึ่งเป็นวิธีการระบุเอกลักษณ์วัตถุ หรือตัวบุคคลโดยใช้คลื่นความถี่วิทยุ ซึ่งต่างจากเทคโนโลยีอื่น ๆ  เช่น บาร์โค้ดที่อาศัยคลื่นแสง  หรือการสแกนลายนิ้วมือ  เป็นต้น ซึ่งมีขีดความสามารถในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล RFID โดยที่อุปกรณ์ RFID ที่มีการประดิษฐ์ขึ้นใช้งานเป็นครั้งแรกนั้น ในปี ค.ศ. 1945 ซึ่งอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมานั้นทำหน้าที่เป็นเครื่องมือดักจับสัญญาณของ เครื่องบินเพื่อแยกแยะฝ่ายมิตรและศัตรู ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวระบุเอกลักษณ์วัตถุอย่างที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน

สิ่งสำคัญของเทคโนโลยี RFID นั้นคือ การชี้เฉพาะ ซึ่งเป็นวิธีการระบุเอกลักษณ์ของสิ่งต่างๆ  หากเราลอง พิจารณาอย่างง่ายถึง  สินค้าชนิดเดียวกันสองชิ้น  เช่น  ปลากระป๋อง 2 กระป๋อง  ถ้าเราพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอก  เช่น ฉลาก สี หรือรูปทรง จะพบว่า  ปลากระป๋องทั้งสองกระป๋องนั้นมีความแตกต่างกันน้อยมาก  หรืออาจจะไม่มีความแตกต่างกันเลย  ซึ่งความเป็นจริงแล้วนั้น มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  เช่น

  • วัตถุดิบมาจากคนละจังหวัด
  • การผลิตจากคนละโรงงาน หรือการผลิตคนละ ล๊อตการผลิต
  • ร้านค้าจัดจำหน่ายอาจจะซื้อมาจากตัวแทนจำหน่ายคนละตัวแทน
  • การจัดส่งอาจจัดส่งโดยผู้ขนส่งคนละราย หรือคนละวัน

โดยทั่วไป  ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นจะไม่ปรากฏบนกระป๋อง  ซึ่งข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของปลากระป๋องทั้งสองกระป๋อง ดังนั้นจึงสามารถที่จะกล่าวได้ว่า  สิ่งต่างๆ ในโลกนี้นั้นมีความเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่ทำให้แตกต่างจากสิ่งอื่น ทำให้เทคโนโลยี RFID เข้ามามีบทบาทในการระบุเอกลักษณ์ของสิ่งต่างๆ

การพิจารณานำระบบ RFID มาใช้งานยังคงต้องคำนึงถึงข้อจำกัดต่างๆ ในการใช้งานไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าในสภาพแวดล้อม หรือกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับระเบียบการใช้คลื่นความถี่วิทยุและกำลังส่งของ แต่ละประเทศด้วย


RFID Tag หรือ Transponders

RFID Tag นั้นเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าทรานสปอนเดอร์ (Transponder) มาจากคำว่าทรานสมิตเตอร์ (Transmitter) ผสมกับคำว่าเรสปอนเดอร์ (Responder) RFID Tag ก็จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณวิทยุ หรือข้อมูลที่บันทึกอยู่ในไมโครชิปไปที่ตัวอ่านข้อมูล การสื่อสารระหว่าง RFID Tag และตัวอ่านข้อมูลจะเป็นแบบไร้สายผ่านอากาศ Wireless ภายใน RFID Tag จะประกอบไปด้วยไมโครชิป ซึ่งเชื่อมต่ออยู่กับสายอากาศ

ไมโครชิปที่อยู่ใน RFID Tag จะมีหน่วยความจำซึ่งอาจเป็นแบบอ่านได้อย่างเดียว (ROM) หรือทั้งอ่านทั้งเขียน (RAM) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งาน โดยปกติหน่วยความจำแบบ ROM จะใช้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย เช่นข้อมูลของรหัสPassword หรือข้อมูลความลับบุคคล ในขณะที่ RAM จะใช้เก็บข้อมูลชั่วคราวในระหว่างที่ RFID Tag และตัวอ่านข้อมูลทำการติดต่อสื่อสารกัน เราสามารถแบ่งชนิดของ RFID Tag ออกเป็น 2 ชนิดคือ

1. Active Tag

RFID Tag ชนิดนี้จะมีแบตเตอรี่อยู่ภายใน เพื่อเป็นแล่งจ่ายไฟฟ้าให้กับวงจรภายใน เราจะสามารถทั้งอ่านและเขียนข้อมูลลงใน RFID Tag ชนิดนี้ได้ และการที่ต้องใช้แบตเตอรี่จึงทำให้ RFID Tag ชนิด Active Tag มีอายุการใช้งานจำกัดตามอายุของแบตเตอรี่ เมื่อแบตเตอรี่หมดก็ต้องนำไปทิ้งไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เนื่องจากจะมีการseal จึงไม่สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ Active Tag มีกำลังส่งสูงและระยะการรับส่งข้อมูลไกลกว่า RFID Tag ชนิด Passive Tag และยังสมมารถทำงานในบริเวณที่มีสัญญาณรบกวนได้ดีอีกด้วย

2. Passive Tag

จะไม่มีแบตเตอรี่อยู่ภายใน แต่จะทำงานโดยอาศัยพลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากการเหนี่ยวนำคลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้า(Electromagnetic) จากตัวอ่านข้อมูล จึงทำให้ RFID Tag ชนิด Passive Tag มีน้ำหนักเบากว่า RFID Tag ชนิด Active Tag มีอายุการใช้งานไม่จำกัด ราคาก็ถูกกว่า แต่ข้อเสียคือระยะการรับส่งข้อมูลใกล้ และตัวอ่านข้อมูลจะต้องมีความไวสูง นอกจากนี้ Passive Tag มักจะมีปัญหาเมื่อนำไปใช้งานในสิ่ง แวดล้อมที่มีสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้ารบกวนสูงอีกด้วย แต่เมื่อเปรียบเทียบทั้งสองชนิดแล้ว Passive Tag เป็นที่นิยมมากกว่าในเรื่อง ราคาถูกและอายุการใช้งานอย่างไม่จำกัดนั้นเอง

Reader หรือ Interrogator

Reader หรือตัวอ่าข้อมูลก็คือการรับคลื่นวิทยุข้อมูลที่ส่งมาจาก RFID Tag แล้วทำการตรวจสอบความผิดพลาดของข้อมูล รวมทั้งถอดรหัสข้อมูล และนำข้อมูลนั้นไปใช้ต่อไป

ตัวReader ที่ดีต้องมีระบบป้องกันเหตุการณ์การอ่าซ้ำของข้อมูลเรียกว่าระบบ "Hands Down Polling" โดย ตัวReader จะสั่งให้ RFID Tag หยุดการส่งข้อมูลในกรณีเกิดเหตุการณ์ RFID Tag ถูกวางทิ้งอยู่ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่ในระยะการรับ-ส่งข้อมูลทำ ให้การรับหรืออ่านข้อมูลจาก RFID Tag ซ้ำอยู่เรื่อยๆไม่สิ้นสุด หรืออาจมีบางกรณีอาจมี RFID Tag อยู่ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้าพร้อมกันหลายอัน หรือที่เรียกว่า "Batch Reading" ตัวReader ควรจะมีความสามารถที่จะจัดลำดับการอ่าน RFID Tag ละตัวได้


หลักการทำงาน

  • ตัว Reader จะส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาอยู่ตลอดเวลา และคอยตรวจจับว่า RFID Tag เข้ามาอยู่ในบริเวณของสนามแม่เหล็กไฟฟ้านั้นหรือไม่ หรือก็คือคอยตรวจจับคลื่นที่มีการมอดูเลตมาจาก RFID Tag
  • เมื่อมี RFID Tag เข้ามาอยู่ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแล้ว RFID Tag ก็จะได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ตัว Reader ส่งออกมาแล้วจึงทำการแปลงไปเป็นพลังงานไฟฟ้าทำให้ RFID Tag เริ่มทำงาน และสะท้อนคลื่นโต้ตอบกลับออกไปยังตัว Reader พร้อมกับข้อมูลที่บันทึกอยู่ในไมโครชิป โดยอาศัยคลื่นพาห์(Carrier wave)ที่ถูกการมอดูเลตเรียบร้อยแล้ว ออกมาทางสายอากาศที่อยู่ภายใน RFID Tag
  • คลื่นพาห์ที่ถูกส่งออกมาจาก RFID Tag จะเกิดการเปลี่ยนแปลง Amplitude, Frequency หรือPhase ขึ้นอยู่กับวิธีการมอดูเลต
  • ตัว Reader จะตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของคลื่นพาห์ ทำการถอดรหัส แล้วแปลงออกมาเป็นข้อมูลเพื่อนำข้อมูลไปใช้งานต่อไป

ระบบการตรวจสอบย้อนกลับในผลิตภัณฑ์ สด (Traceability System of Fresh) เป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ส่งออกไทยที่สนใจตลาดสหภาพยุโรปควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้เทคโนโลยีของ Radio Frequency Identification (RFID) ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการข้อมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ในการเก็บ รวบรวม ถ่ายโอน สำเนาและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับและเข้าถึงข้อมูลได้ อย่างครบวงจร และยังช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อมูลความปลอดภัยของอาหารในทุกขั้นตอน ตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่จากฟาร์มจนถึงผู้บริโภค โดยจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการตรวจสอบความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ อาหาร ทำให้ทราบต้นเหตุของความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และช่วยลดผลกระทบจากความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้

ขั้นตอนและกระบวนการของระบบการตรวจสอบย้อนกลับของผลิตภัณฑ์อาหารสด

1. ฟาร์ม

จะทำการบันทึกข้อมูลกิจกรรมภายในกระบวนผลิต เริ่มต้นจากการลงทะเบียนสถานที่ ลงทะเบียนเกษตรกรผู้ผลิต วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต เช่น ในเกษตรกรรมที่ใช้เมล็ดพันธุ์ หรือต้นพันธุ์ ในการเพาะปลูก กิจกรรมต่างๆ ในการผลิต อาทิ การใช้ปุ๋ย (อินทรีย์และอนินทรีย์) แหล่งน้ำและวิธีการใช้ การใช้สารเคมีต่างๆ วิธีการใช้เครื่องมือที่ใช้ในการดูแลเก็บรักษา ตลอดจนการปฏิบัติหลังการใช้ ซึ่งทุกกิจกรรมที่เกษตรกรปฏิบัติ จะต้องถูกบันทึกลงในระบบฐานข้อมูล

2. ผลผลิต

หลังจากเกษตรกรได้ทำการเก็บผลผลิตแล้ว ก็จะนำวัตถุดิบที่เก็บนั้นไปส่งบริษัทผู้รับซื้อหรือบริษัทผู้ส่งออกจะทำการ ชั่งน้ำหนักและคัดแยกเกรด และจัดเรียง แล้วจึงนำส่งโรงงาน เมื่อโรงงานได้รับวัตถุดิบ จะมีการตรวจสอบน้ำหนักและบันทึกการรับวัตถุดิบ จากนั้นจะนำไปเข้าห้องเย็นเพื่อรอการผลิต ในกระบวนการผลิต จะเริ่มจากการคัด ตัดแต่งวัตถุดิบ และบรรจุในภาชนะ เช่น ถุง ถาด มัด และบรรจุลงกล่องตามคำสั่งซื้อของลูกค้าแต่ละราย ในกระบวนการนี้ข้อมูลสำคัญต่างๆ จะถูกบันทึกไว้ในระบบตรวจสอบย้อนกลับ

3. ควบคุมการผลิต

ในระหว่างการผลิต เจ้าหน้าที่ฝ่ายควบคุมคุณภาพจะสุ่มตรวจสอบเพื่อหาสารพิษตกค้าง รวมทั้งเชื้อจุลินทรีย์ ทั้งที่เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตและที่ผลิตเป็นสินค้าเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับนำผลการตรวจสอบบันทึกลงในระบบฐานข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในการตรวจสอบ ย้อนกลับ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า สินค้าที่ส่งออกปลอดจากสารพิษตกค้างและเชื้อจุลินทรีย์ ที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

4. การส่งออก

ในแต่ละครั้งของการส่งออกจะมีการบันทึกวันที่ส่งออก เลขที่ใบนำส่งสินค้า ชื่อลูกค้า ประเภทสินค้า วันที่ผลิตสินค้า และจำนวนที่ส่งออก เพื่อให้สามารถตรวจสอบผู้ซื้อปลายทางได้

5. ผู้บริโภค

สามารถตรวจสอบที่กระบวนการใดๆ ในสายการผลิตได้ โดยสามารถตรวจสอบย้อนกลับหรือตรวจสอบเข้าไปข้างหน้าได้ตลอดสายการผลิตผ่าน ระบบฐานข้อมูลทางInternet ดังตัวอย่างเช่น ผู้ใช้เริ่มตรวจสอบจุดที่ การส่งออก โดยค้นหาจากวันที่ส่งออกและรหัสลูกค้า จากนั้น ระบบจะทำการค้นหาข้อมูลตามเงื่อนไขดังกล่าว โดยจะแสดงผลการสอบย้อนกลับของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การส่งออกย้อนกลับ ไปถึงฟาร์มที่ผลิต รวมถึงสามารถตรวจสอบผลการตรวจตรวจคุณภาพด้านต่างๆ และบรรจุภัณฑ์ ที่ใช้ในการผลิตได้อีกด้วย

จุดเด่นของ RFID สำหรับการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร คือ การที่ภาคอุตสาหกรรมต้อง ควบคุมวัตถุดิบจำนวนมากและมีการเคลื่อนไหวเข้าออกสูงในแต่ละวัน การบันทึกข้อมูลผ่านกระดาษอาจทำให้ต้องใช้กระดาษปริมาณมาก ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการจัดเก็บและสูญหาย และการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลเพื่อตรวจสอบย้อนกลับต้องใช้ผู้เชี่ยว ชาญที่ชำนาญ และ ใช้เวลาในการค้นหามาก ซึ่งมีโอกาสของการผิดพลาดสูง ในขณะที่ระบบตรวจสอบย้อนกลับ โดยคอมพิวเตอร์สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ โดยพนักงานทำการบันทึกข้อมูลผ่าน เครื่องคอมพิวเตอร์ในแต่ละวัน และเมื่อนำ RFID มาใช้ประกอบ ระบบ RFID จะช่วยบันทึก ข้อมูลอัตโนมัติ ซึ่งสามารถช่วยผู้ประกอบการได้ดังนี้

  • การบันทึกข้อมูลแบบอัตโนมัติขณะปฏิบัติงาน
  • ลดแรงงานและเวลาในการบันทึกข้อมูล
  • มีความถูกต้องของข้อมูลสูง
  • การวิเคราะห์ข้อมูลแบบ real time หรือ การควบคุมกำลังการผลิตได้ ณ ตอนนั้น



ที่มา: Power point ของนายเชษฐา อุดมวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด FXA GROUP


การขนส่งสินค้าในปัจจุบันนั้น Supplier มีการตรวจสอบสินค้าว่าที่จัดส่งนั้นมีความปลอดภัยสำหรับการขนส่งหรือไม่ จะไม่ถูกเปิดระหว่างทาง ไม่มีการสูญหายหรือสับเปลี่ยน Supplier จึงได้นำระบบ E-Seal เข้ามาใช้ในการขนส่ง E-Seal ย่อมาจาก Electronic Seal คือ เทคโนโลยีการใช้ระบบปิดตู้สินค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อช่วยในการขนส่งสินค้าอย่างปลอดภัย โดยการนำ E-Seal ไปล็อคไว้ที่ประตูตู้สินค้าเพื่อปกป้องการขนถ่ายตู้สินค้า ไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งของที่บรรจุภายในตู้ขนส่ง สามารถจรวจสอบตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงปลายทาง และยังสามารถเช็คสถานะของการขนส่งตู้สินค้าได้ว่าอยู่ที่ใด และหากมีการเปิดตู้ก่อนถึงจุดหมายปลายทาง E-Seal ก็จะส่งสัญญาณวิทยุแจ้งเตือนไปยังระบบติดตามตู้สินค้าได้ทันทีอย่างรวดเร็ว ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เรียกว่าระบบนี้ว่า ระบบ Transportation Security System (TSS)



ที่มา: http://www.avantetech.com/products/shipping/

ระบบ TSS ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ

  1. สลักสำหรับล็อกตู้สินค้าโดยมี RFID Tag หรือ e-Seal
  2. เครื่องอ่าน (Reader)
  3. เสาสัญญาณ (Signpost)

หลักการทำงานโดยอาศัยเทคโนโลยี RFID โดยการปิดผนึกตู้สินค้าด้วย Active Tag หรือ E-Seal เมื่อตู้สินค้าถูกส่งผ่านไปตามที่ต่างๆ เช่น ประตูท่า หรือบนเรือขนส่ง ในแต่ละที่จะมี signpost ที่คอยส่งสัญญาณบอกถึงค่ารหัสเฉพาะของ signpost นั้นๆรวมถึงการส่งสัญญาณเพื่อ update ค่าต่างๆของ RFID tag เมื่อต้องการ monitor สภาพปัจจุบันของตู้ tag จะส่งสัญญาณทั้ง รหัสของตัวเอง รหัสของ singpost ที่อยู่ในบริเวณ และ สถานภาพปัจจุบันของตู้ ไปให้ตัวอ่าน (reader) ซึ่งจะทำหน้าที่เชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์กลางผ่านระบบดาวเทียม การติดต่อระหว่าง signpost กับ RFID Tag โดยจะใช้คลื่นความถี่ต่ำ (LF) ย่าน 132 KHz ระยะไม่เกิน 4 เมตร ซึ่งสามารถถ่ายโอนข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและด้วยความเร็ว ในขณะที่การติดต่อระหว่าง RFID Tag กับตัวreader จะใช้ในย่านความถี่สูงกว่า (UHF) ย่าน 433 MHz ซึ่งมีรัศมีทำงานกว้างกว่า ในระยะประมาณ 100 เมตร รวมถึงมีความสามารถในการรองรับจำนวน RFID Tag ที่ส่งข้อมูลมาพร้อมๆกันได้มากกว่าแม้ในสภาพแวดล้อมที่มีสัญญาณรบกวนมาก ซึ่งการทำงานของระบบดังกล่าวทำให้ผู้ที่อยู่ส่วนกลางสามารถตรวจสอบความ ปลอดภัย รวมถึง ทำการติดตามความเคลื่อนไหวได้แบบ Real time กำหนดการขนถ่ายสินค้าเข้า-ออก หรือเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเดินทางได้ตลอดเวลา



ที่มา: http://www.avantetech.com/products/shipping/

ประโยชน์จากการใช้ระบบ

  • เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่ง ซึ่งรวมถึง การลดระยะเวลาที่ใช้ และการลดการสูญหายหรือสับเปลี่ยน
  • ลดค่าใช้จ่ายทางด้านระบบศุลกากร/ตรวจสอบ
  • ลดค่าใช้จ่ายด้าน Overhead ต่างๆ เช่น ค่าล่วงเวลาพนักงาน เป็นต้น
  • ลดค่าประกัน

ที่มา สถาบันส่งเสริมความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีแห่งประเทศไทย