|
วันพุธที่ 25 มกราคม 2012 เวลา 07:52 น. |
ยักษ์ "กูเกิล" คัมแบ็กตลาดจีน ส่ง "แอนดรอยด์" กรุยทาง
คอลัมน์ click world
แม้จะยากเย็น แต่ไม่มีใครยอมทิ้งตลาดใหญ่ยักษ์ที่ทรงอิทธิพลขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเมืองจีนเป็นแน่ ยักษ์ "กูเกิล" ก็เป็นเช่นเดียวกัน การถอยในครั้งแรกจึงเปรียบได้กับการวางแผนการรบ เมื่อรู้ว่าไปต่อไม่ไหว ยอมถอยครึ่งก้าว เพื่อกลับมาตั้งหลักรอวันที่พร้อม ย่อมคุ้มค่ากว่า
เสิร์ช เอ็นจิ้นชื่อก้องโลก "กูเกิล" กำลังทำเช่นนั้น เพื่อเข้าสู่ประเทศที่มีขนาดตลาดอินเทอร์เน็ตใหญ่ที่สุดในโลกหลังจาก 2 ปีที่แล้ว "กูเกิล" ยอมนำเว็บไซต์ของตนออกจากระบบอินเทอร์เน็ตในประเทศจีน ด้วยเหตุว่าไม่สามารถเจรจากับรัฐบาลประเทศจีน เกี่ยวกับการเซ็นเซอร์เว็บไซต์ได้
2 ปีผ่านไป กูเกิลกลับมาวางแผนธุรกิจใหม่ เพื่อนำตัวเองเข้าสู่ตลาดอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง โดยเริ่มจ้างพนักงานในท้องถิ่นแล้วในหลายส่วนงาน เช่น ฝ่ายวิศวกรรม ฝ่ายดูแลผลิตภัณฑ์ เป็นต้น มี "แดเนียล อัลเลกรี" ผู้บริหารระดับสูงประจำทวีปเอเชีย เป็นหัวเรือใหญ่
"แดเนียล" กล่าวว่า กูเกิลต้องการใช้ความได้เปรียบของการเติบโตอย่างรวดเร็วในกลุ่มสินค้า "แอนดรอยด์" และการทำโฆษณาบนเว็บไซต์ "Google Ads" รวมถึงความสามารถด้านเสิร์ชเอ็นจินในการเข้าไปทำตลาดในประเทศจีน หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการนำเสนอแอปพลิเคชั่นใน "แอนดรอยด์มาร์เก็ต" ที่มีกว่าพันตัวให้แก่ผู้ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานทั้งสมาร์ทโฟนและแอนดรอยด์ แต่ยังทำไม่ได้ เพราะติดปัญหาด้านการเซ็นเซอร์ของรัฐบาลจีน
กูเกิลพยายามเข้าถึงผู้ บริโภคในประเทศจีนด้วยวิธีอื่นที่ไม่ต้องผ่านการเซ็นเซอร์จากรัฐบาล เช่น การทำเว็บไซต์ "Shihui" ขึ้นมาในเดือนกันยายนปีที่แล้ว เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ในการค้นหาสินค้าหรือบริการที่กำลังลดราคาในห้างต่าง ๆ ซึ่งในอนาคตกูเกิลจะพัฒนาเว็บไซต์นี้ให้ค้นหาสินค้าได้จากร้านค้าบนอิน เทอร์เน็ตด้วย
ความพยายามดังกล่าวสำเร็จด้วยดี เพราะรัฐบาลจีนไม่มีการตอบกลับเรื่องการไม่ผ่านเซ็นเซอร์ เรื่องทั้งหมดเริ่มขึ้นในปี 2552 หลังมีร่องรอยการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ในประเทศจีน โดยเป้าหมายหลักคือการชิงข้อมูลใน Gmail ของนักสิทธิมนุษยชนที่เคลื่อนไหวอยู่ในจีน
ต่อมาวันที่ 12 มกราคม 2553 "กูเกิล" ได้ประกาศว่า บริษัทรวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีต่าง ๆ จากประเทศตะวันตก โดนติดตามตรวจสอบอย่าง
ลับ ๆ จากรัฐบาลจีน ทำให้กูเกิลเริ่มหยุดให้บริการเสิร์ชเอ็นจ้ินของตัวเองลงบนเว็บไซต์ต่าง ๆ ในประเทศจีน Google.cn ใช้วิธีเชื่อมต่อระบบไปยังสาขาฮ่องกงโดยตรงแทนสำหรับผู้ต้องการใช้บริการ เพราะฮ่องกงเป็นเขตปกครองพิเศษ ไม่ได้ใช้กฎหมายเดียวกับประเทศจีน จึงสะดวกต่อการใช้เป็นฐานในการให้บริการ แต่ผู้ใช้ในจีนแผ่นดินใหญ่ก็ยังโดนปิดกั้นอยู่ดี เช่น ในกรณี Gmail ติดเรื่องการเซ็นเซอร์จากรัฐบาลจีน แม้บริการเหล่านั้นจะอยู่ในฮ่องกง
"เด อะ วอลล์สตรีต เจอร์นัล" รายงานว่า "เซอร์เกย์ เบรน" หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล กล่าวว่า ประเทศจีนพยายามเซ็นเซอร์และปราบปรามเว็บไซต์ ทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่ใน "ลัทธิเผด็จการ" ของสหภาพโซเวียตเมื่อตอนยังเด็ก ซึ่งที่นั่นทุกคนต้องเคารพในกฎระเบียบการปิดกั้นตามที่ฝ่ายปกครองสั่ง
อดีต ผู้บริหาร "กูเกิล" ในจีนยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า จากเหตุนั้นทำให้บริษัทซึ่งสร้างขึ้นที่ประเทศจีนในปี 2548 ต้องปิดตัวไปหลายบริการไป เพื่อตอบสนองกับคำสั่งการเซ็นเซอร์ แต่เขายืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้จบไปเฉย ๆ แน่นอน เพราะยังมีพนักงานอีกกว่า 500 คน รวมถึงวิศวกรกว่า 300 คน
หลังยอม ถอยไปตั้งหลักเป็นเวลา 2 ปี "แดเนียล" เชื่อว่า ปัจจุบันการที่ธุรกิจเจ้า "หุ่นเขียว" แอนดรอยด์เติบโตในจีน รวมถึงบริษัทต่าง ๆ ในประเทศจีนต่างให้ความสนใจโฆษณาออนไลน์ ทำให้ "กูเกิล" กลับมาวางแผนและลงทุนในประเทศจีนอีกครั้ง เช่นเดียวกัน ทั้ง "เซอร์เกย์" คณะผู้ก่อตั้งบริษัท รวมถึง "แลรี่ เพจ" ซีอีโอกูเกิล ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า "จีนคือประเทศที่เต็มไปด้วยโอกาสทางธุรกิจ"
จาก ข้อมูลของรัฐบาลจีนเปิดเผยว่า ในเดือนกันยายนปีที่แล้ว ประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในจีนมีมากกว่า 500 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 485 ล้านคน ภายในเวลาแค่ 3 เดือน
ขณะที่ข้อมูลของบริษัทคอมสกอร์ระบุว่า ในเดือนพฤศจิกายน สหรัฐอเมริกามีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 220 ล้านคน เพิ่มจาก 212 ล้านคน โดยใช้เวลา 1 ปี
การเข้าสู่ตลาดของ "กูเกิล" ทำให้วงการอินเทอร์เน็ตในประเทศจีนมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง แม้ระบบการเซ็นเซอร์ของรัฐบาลจะยังคงอยู่ เนื่องจากประชาชนหาช่องทางในการแสดงความคิด รวมถึงโจมตีและปิดกั้นความคิดของรัฐบาลผ่านเว็บไซต์ต่าง ๆ เช่น Weibo ของบริษัท Sina เป็นเว็บไซต์ที่ใช้ส่งข้อความคล้ายทวิตเตอร์ ซึ่งกำลังได้รับความนิยม และกูเกิลเองกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวของเว็บนี้ด้วยเช่นกัน
ปัจจุบัน ตลาดในจีนทำรายได้ให้ "กูเกิล" ไม่ถึง 2% ของรายได้ทั้งหมด โดย "ซิตี้กรุ๊ป" คาดว่า ในปี 2554 รายได้ทั้งหมดของกูเกิลจะมีมูลค่ามากกว่า 40 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ที่น่าสนใจก็คือ "กูเกิล" เปิดเผยว่า ตลาดเสิร์ชเอ็นจินของบริษัทลดลงถึง 17.2% ในไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมา จาก 36% ในไตรมาส 4 ปี 2552 ซึ่งผลดีตกอยู่กับ "Baidu" ยักษ์เสิร์ชเอ็นจิ้นดังอีกราย คู่แข่งสำคัญของกูเกิล ขณะที่การใช้อินเทอร์เน็ตในจีนแผ่นดินใหญ่เพิ่มขึ้นมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ผู้บริหารระดับสูงของกูเกิลประจำโตเกียว ซึ่งได้เดินทางไปปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้บ่อยครั้ง กล่าวว่า การเติบโตของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในจีนเป็นประโยชน์ต่อการทำตลาดโฆษณาของ บริษัทอย่างแน่นอน และจะช่วยให้การทำโฆษณาในประเทศจีนเข้าถึงได้มากขึ้น ทั้งในและนอกประเทศ รวมถึงบนเว็บไซต์ และผ่านโทรศัพท์มือถือ
ส่วนแบ่งตลาดโฆษณาออนไลน์ของกูเกิลอยู่ที่ประมาณ 7% ระหว่างครึ่งปีแรกของปี 2554 ลดลงจาก 10.9% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2553
"ดัน แคน คลาร์ก" ประธานบริษัทที่ปรึกษาเฟิร์ม บีดีเอ ไช กล่าวว่า ผู้คนอาจคิดว่ากูเกิลเลิกทำธุรกิจในจีนไปแล้ว แต่จีนยังไม่ยอมทิ้งกูเกิล ซึ่งอ้างจากบริการด้านโฆษณาของกูเกิลสามารถทำให้สินค้าและบริการของบริษัท
ใน จีนเติบโตในระดับโลกได้ รวมถึงผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในจีนรู้สึกไม่พอใจกับการใช้บริการของกูเกิล ระหว่างที่มีการปิดกั้นจากทางการ เช่น Google Maps และ Gmail เป็นต้น
กู เกิลต้องการใช้ "แอนดรอยด์" ในการทำตลาดด้วย โดยตัวสมาร์ทโฟนจะไม่มาพร้อมบริการของกูเกิลทั้งหมด เช่น เสิร์ชเอ็นจิ้น หรือแอนดรอยด์มาร์เก็ต
"แดเนียล" ผู้บริหารของกูเกิลกล่าวเพิ่มเติมว่า จะต้องมีการหารือกันต่อไปว่าจะนำแอนดรอยด์มาร์เก็ตที่ปรับปรุงให้ใช้ใน ประเทศจีนได้ใส่ไว้ในเครื่องด้วยหรือไม่ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการให้บริการอินเทอร์เน็ตของจีนด้วย หากการเข้าไปในครั้งนี้สำเร็จ ต้องถือว่า การซื้อ "โมโตโรล่า โมบิลิตี้ โฮลดิ้ง" เป็นเงินกว่า 12.5 พันล้านเหรียญ ทำให้กูเกิลเป็นหนึ่งในผู้ขายโทรศัพท์มือถือบนตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก
หาก "แอนดรอยด์มาร์เก็ต" ของ
"กู เกิล" ผ่านการพิจารณาเรื่องเซ็นเซอร์จากรัฐบาลจีนสำเร็จ "แอปสโตร์" ตัวอื่น ๆ ที่ให้บริการผ่าน "แอนดรอยด์" ก็จะผ่านการพิจารณาเช่นเดียวกัน
โฆษกกระทรวง ต่างประเทศของจีนกล่าวว่า การออกใบอนุญาตให้กูเกิล เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเว็บไซต์ได้จะมีขึ้นในเร็ววันนี้อย่าง แน่นอน แต่ไม่อยากให้กูเกิล รวมถึงสหรัฐอเมริกาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการจัดการระบบอินเทอร์เน็ตภายใน ประเทศจีน
"ไค ฟุ ลี" อดีตพนักงานกูเกิลในจีน ซึ่งลาออกจากบริษัทในปี 2552 กล่าวว่า อดีตพนักงานของกูเกิลในจีนหลายคนรู้สึกเสียใจ ที่บริษัทต้องลดขนาดขององค์กรลง แต่ก็ยังคาดหวังว่า การประสบความสำเร็จของ "Google China" จะใกล้เคียงกับ "Weibo" (เว็บโซเชียลมีเดียคู่แฝดทวิตเตอร์ของจีน)
วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555
|