AEC: วิเคราะห์ย่างก้าว Road Map รัฐบาลพม่าเปิดประเทศสุดลิ่ม:นัยยะปรองดองสูมหาอำนาจแห่งอ่าวเบงกอล
หาก ได้มีการติดตามสถานการณ์ทางการเมืองของสาธารณรัฐสหภาพพม่าตั้งแต่ต้นปี หลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลและรัฐสภาชุดใหม่ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเต็ง เส็ง นับว่าน่าสนใจมากในเรื่องของการพูดจริง ทำจริง ภายใต้คำปรามาสว่าจะเป็นประชาธิปไตยที่แปลงโฉม แต่เนื้อแท้พม่าก็ยังเป็นเผด็จการทหาร
ทว่าหากพิเคราะห์ถึง Road Map ที่รัฐบาลทหารพม่าได้กำหนดแผนสร้างสันติภาพสู่ประชาธิปไตย 7 ขั้นตอน หรือ “The Seven-Stage Roadmap to Democracy” เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2546 เพื่อพัฒนาไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยแล้วก็น่าจับตาว่าขณะนี้ได้ทำครบทั้งหมดแล้วคือ
- การฟื้นฟูการประชุมสมัชชาแห่งชาติ (National Convention) เพื่อวางหลักการของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
- การดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนที่จำเป็นเพื่อการมีประชาธิปไตยที่มีวินัยอย่างแท้จริง (genuine disciplined democracy)
- การยกร่างรัฐธรรมนูญ
- การจัดลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญ
- การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา
- การจัดประชุมรัฐสภา
- การจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

พอพ้นขั้นตอนที่ 7 รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็เลือกที่จะปล่อยฉากเด็ดและขั้นตอนอย่างเป็น ระบบในเรื่องการก้าวสู่เสรีอย่างน้อยทุกคนก็ยังแคลงใจว่าเป็นเพียงแค่เปลือก แต่สำหรับความรู้สึกจากภายนอกและภายในก็คงเห็นภาพว่าเป็นการเปิดช่องขยับตัว ในระบอบการปกครองให้ให้หายใจคล่องขึ้นไม่บีบหัวใจมากเกินไป และไม่เกร็งในทางการเมือง โดยมีความเคลื่อนไหวที่สำคัญ ๆ และมีนัยยะชัดเจนในเชิงปรองดองดังนี้ครับ

- 30 มีนาคม 2554 เป็นพล็อตแรกของจุดเดินใน Road Map พล เอกอาวุโสตาน ฉ่วย ผู้นำสูงสุดของรัฐบาลทหารพม่า ออกแถลงผ่านโทรทัศน์ว่า สภาเพื่อการพัฒนา และสันติภาพแห่งรัฐ (เอสพีดีซี) จะยุติบทบาทลง หลังรัฐบาล และรัฐสภาชุดใหม่ นำโดยนายเต็ง เส่ง สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง นับเป็นการสลายอำนาจของกองทัพลงจากระบบการปกครองประเทศ
- 4 เมษายน 2554 พล.อ.อาวุโสตาน ฉ่วย เกษียณตัวเองจากตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพพม่าแล้วหลังมอบอำนาจให้รัฐบาลพลเรือน
- 19 เมษายน 2554 ที่ นายอู มินท์ วัย 73 ปี เป็นอดีตนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐศาสตร์และสังคม ประจำสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับนางซูจี เพื่อนสนิทของเขา ในด้านเศรษฐกิจ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาของรัฐบาลพม่าชุดใหม่
- 24 เมษายน 2554 ประธานาธิบดี เต็ง เส่ง กล่าวระหว่างการประชุมที่กรุงเนย์ปิดอว์ เมืองหลวงใหม่ของประเทศว่า รัฐบาลต้องทำให้ชนกลุ่มน้อยจำนวนมาก ที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน เชื่อมั่นในความปรารถนาดีที่มีให้ เพื่อที่คนกลุ่มนี้จะให้ความร่วมมือในการพัฒนา และผ่อนคลายความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน
- 28 เมษายน 2554 พล.อ.เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีของพม่า ได้มีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดน รวมทั้งปัญหาชนกลุ่มน้อย ตามแนวตะเข็บชายแดนด้าน จ.ตาก จ.แม่ฮ่องสอน รวมทั้งกาญจนบุรี โดยมีการสั่งการให้จัดเจ้าหน้าที่เจรจากับชนกลุ่มน้อยที่ยังเป็นปฏิปักษ์กับ รัฐบาลให้หันมาร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อช่วยกันพัฒนาประเทศดีกว่าการจะมารบรา ฆ่าฟัน
- 5 พฤษภาคม 2554 พล.อ.เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีของสหภาพพม่า เดินทางเข้าพบหารือกับประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโนของอินโดนีเซียที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงจาการ์ตา เป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีของพม่า โดยหนึ่งในประเด็นหารือคือ การล็อบบี้เป็นประธานอาเซียนในปี 2014

- 16 พฤษภาคม 2554 ประธานาธิบดี เต็งเส่งได้ประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์ในประเทศ ว่า รัฐบาลจะลดโทษจำคุกลง 1 ปีให้กับนักโทษทุกคน ส่วนนักโทษที่ถูกตัดสินประหารเปลี่ยนเป็นจำคุกตลอดชีวิต และ ได้เริ่มทยอยปล่อยตัวนักโทษจากเรือนจำอินเส่งในกรุงย่างกุ้งประมาณ 2,600 คน
- 26-27 พฤาภาคม 2554 ประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ของพม่า เดินทางเยือนจีนครั้งแรกวัตถุประสงค์ที่จะกระชับความสัมพันธ์ในด้านการค้า กับประเทศพันธมิตรที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกและเข้าพบกับประธานาธิบดีหู จิ่นเทา และนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า
- 8 มิถุนายน 2554 พม่า เตรียมทยอยเปิดเสรีให้แก่สื่อสิ่งพิมพ์ และในเบื้องต้น จะอนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเอกชนบางรายและนิตยสารบางฉบับสามารถตีพิมพ์ได้โดยไม่ จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบจากทางการดังเช่นที่เคยเป็นมา ในอดีต สิ่งพิมพ์ทุกฉบับจะต้องส่งให้คณะกรรมการตรวจสอบและจดทะเบียนสิ่งพิมพ์ สังกัดกระทรวงสารสนเทศ ตรวจสอบก่อนได้รับอนุญาตให้ตีพิมพ์
- 23 มิถุนายน 2554 คณะเจ้าหน้าที่ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรป (อียู) นำโดยนายโรเบิร์ต คูเปอร์ ทูตชาวอังกฤษ นางแคทเธอรีน แอชตัน หัวหน้าด้านนโยบายต่างประเทศของอียู และนายปิเอโร ฟาสซิโน ทูตพิเศษของอียูประจำพม่าเข้าพบนางออง ซาน ซู จี ที่นครย่างกุ้ง ก่อนเปิดเผยว่าจะต้องมีการดำเนินการอีกมาก หากอียูจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรพม่าอย่างเต็มรูปแบบ ก่อนหน้านี้อียูได้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรรัฐบาลพม่า โดยยกเลิกคำสั่งห้ามเดินทางเข้าอียูของเจ้าหน้าที่พลเรือนในรัฐบาลพม่านาน 1 ปี เพื่อรักษาช่องทางการติดต่อทางการทูต
- 18 กรกฎาคม 2554 สหภาพ พม่ายกเลิกมาตรการห้ามนำเข้าสินค้า 15 รายการจากไทยแล้ว หลังจากแบนมากว่า 10 ปี
- 19 กรกฎาคม 2554 นาง อองซาน ซูจี ผู้นำเรียกร้องประชาธิปไตยพม่า เข้าร่วมงานรำลึกถึงนายพลอองซาน วีรบุรุษผู้ปลดแอกประเทศ ที่้เป็นบิดาของเธอที่อนุสรณ์สถานในกรุงย่างกุ้ง นับเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปีนับตั้งแต่ปี 2545 ก่อน ถูกกักบริเวณในบ้านพักและได้รับการปล่อยตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อนแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลและทหาร นำโดยนายกเทศมนตรีนครย่างกุ้งร่วมงานด้วย
- 14 สิงหาคม 2554 นางอองซาน ซูจี แกนนำเรียกร้องประชาธิปไตยพม่า เดินทางออกนอกกรุงย่างกุ้ง เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นครั้งแรก นับ ตั้งแต่ได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระจากการควบคุมตัวภายในบ้านพักโดยเดินทางไป ยังเขตพะโค หรือเมืองหงสาวดี ห่างจากกรุงย่างกุ้งไปทางเหนือราว 80 กม. เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดห้องสมุดและพบกับสมาชิกเยาวชน
- 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554 นางออง ซาน ซู จี แกนนำฝ่ายค้านพม่า ได้พบกับประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการพบปะครั้งแรกระหว่างทั้งสอง และถือเป็นการส่งสัญญาณในแง่ดีของรัฐบาลชุดใหม่ของพม่า
- 22 สิงหาคม 2554 รัฐบาล พม่าได้ประกาศจะจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อติดต่อประสานงานกับชนกลุ่มน้อย ต่าง ๆ ที่หวังจะเปิดการเจรจาสันติภาพ โดยชนกลุ่มน้อยที่สนใจสามารถติดต่อไปยังรัฐบาลท้องถิ่นของพวกเขาเพื่อจัดการ เจรจา
- 23 สิงหาคม 2554 ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง กล่าว ว่ารัฐบาลพม่าพร้อมที่จะทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ นับเป็นสัญญาณล่าสุดของพม่าในความพยายามที่จะยุติการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก และหวังที่จะได้รับอนุญาตให้ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมประชาชาติแห่งเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ในปี 2557 ซึ่งเป็นเวลา 1 ปี ก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไปของพม่าที่จะมาถึง
- 15 กันยายน 2554 พม่ายกเลิกคำสั่งแบนเว็บไซต์ข่าวของต่างประเทศ รวมทั้งบางสื่อที่ดำเนินการโดยนักวิจารณ์รัฐบาล และยังเลิกการบล็อคเว็บไซต์ยูทูป (Youtube) นับเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับการปฏิรูปในพม่า
- 30 กันยายน พ.ศ. 2554 ประธานาธิบดีของพม่า ประกาศระงับโครงการก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ"เขื่อนมี้ตโสน" (Myitsone Dam) ที่กั้นขวางแม่น้ำอิระวดี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีน มูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 108,000 ล้านบาท) หลังจากถูกสาธารณชนคัดค้านอย่างหนัก เขื่อนดังกล่าว หากสร้างเสร็จตามกำหนดเดิมในปี 2019 จะกลายเป็นหนึ่งในเขื่อนที่สูงที่สุดในโลก หรือประมาณ 152 เมตร

- 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 รัฐมนตรี อาเซียน ได้ตกลงอนุมัติยอมรับข้อเสนอของพม่าที่ต้องการเป็นประธานกลุ่มในปี 2014 โดยพม่าจะสามารถจัดการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มอาเซียนได้ ภายหลังพม่าส่งสัญญาณด้านบวกที่ดีจากการปฎิรูปด้านประชาธิปไตยในช่วงที่ผ่าน มา
- 24 พฤศจิกายน 2554 รัฐสภา พม่าผ่านร่างกฎหมายที่อนุญาตให้ประชาชนสามารถจัดการประท้วงอย่างสงบได้ นับเป็นความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการปฏิรูปครั้งล่าสุดของพม่า ทั้งนี้ ผู้ชุมนุมประท้วงสามารถถือธงและสัญลักษณ์พรรคการเมือง แต่ต้องหลีกเลี่ยงที่จะจัดชุมนุมประท้วงใกล้กับอาคารสถานที่ของรัฐ โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานทูต
- 24 พฤศจิกายน 2554 ฐบาลใหม่พม่าเจรจาสงบศึกไทใหญ่ภายใต้การนำของ “เจ้ายอดศึก” วางโรดแมปนำร่องหยุดยิงกลุ่มอื่นต่อ
- 1 ธันวาคม 2554 นาง ฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เข้าพบประธานาธิบดี เต็ง เส่ง แห่งพม่า กับนายวันนา หม่อง วิน รมว.ต่างประเทศพม่า และคณะรัฐบาลพลเรือนพม่าเป็นครั้งแรกที่กรุงเนย์ปิดอว์ โดยนางคลินตันได้ขอร้องให้พม่าเลิกยุ่งเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ และได้ร่วมรับประทานอาหารมื้อค่ำกับนางออง ซาน ซูจี นักต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า ถือเป็นการเจอหน้ากันครั้งแรก
- 3 ธันวาคม 2554 ประธานาธิบดี ของประเทศพม่าผ่านร่างกฎหมายใหม่ อนุญาตให้ประชาชนออกมาประท้วงอย่างสันติได้เป็นครั้งแรก แต่ต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำพื้นที่เสียก่อนใครก็ตามที่ต้องการ ประท้วง จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ก่อนจะทำการประท้วงอย่าง น้อย 5 วัน ซึ่งเจ้าหน้าที่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธคำร้องขอประท้วงได้ แต่ต้องชี้แจงเหตุผลให้ชัดเจน

- 4 ธันวาคม 2554 สำนัก ข่าวนิว ไลท์ ออฟ เมียนมาร์ ของพม่า รายงานว่า รัฐบาลท้องถิ่นในจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศ ได้ลงนามในสัญญาหยุดยิงชั่วคราวกับกลุ่มกองกำลังรัฐฉานใต้ กลุ่มเจ้ายอดศึก(เอสเอสเอ-เซาท์) หรือ กลุ่มไทใหญ่ หนึ่งในกองทหารชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศแล้ว ทั้งนี้สัญญาหยุดยิงดังกล่าว ลงนามที่เมืองตองจี เมืองเอกของรัฐฉาน มีเป้าหมายเพื่อสร้างสันติภาพตามข้อเสนอของรัฐบาลประชาชนของพม่า โดยมีพยานเป็นรัฐมนตรีสำคัญของพม่าหลายคน
- 5 ธันวาคม 2554 รัฐบาลพม่าเปิดด่านเมียวดี ตรงข้ามแม่สอด พร้อม เปิดตัวเขตเศรษฐกิจพิเศษฯอย่างเป็นทางการ หลังจากทางการพม่า มีคำสั่งให้ปิดด่านฯเมียวดี ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก มาตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค.53 ที่นับแล้วเกือบปีครึ่ง

ก้าว ย่างทางการเมืองของพม่าดูเหมือนว่าทิศทางสู่ความปรองดองชัดเจนและพยายาม สร้างบรรยากาศกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกับอาเซียนในเชิงบวก ซึ่งผมเชื่อว่าจะมีข่าวในเชิงบวกเช่นนี้ หรือในการตลาดอาจจะเป็น propaganda ในระดับเวทีนานาชาติก็อาจว่าได้ แต่สิ่งที่ต้องดูคือเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า Road map จะไหลย้อนกลับไปสู่รากฐานแก่นเดิมของพม่าอีกหรือไม่ หรือจะก้าวสู่ประชาธิปไตยอย่างเต็มระบบเพื่อเปิดโอกาสในเชิงทุนนิยมแผ่ขยาย ให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างและระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งผมเชื่อว่าขุมทรัพย์ ทรัพยากรของพม่าเป็นทุนสำรองของประเทศอย่างมหาศาล เป็นผลประโยชน์อย่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จีน เกาหลี สิงคโปร์ มาเลเซีย อียู รวมถึงไทยก็ต่างวาง Road Map ที่จะเข้าไปพัวพันทางเศรษฐกิจกับพม่าอย่างขาขวิดกันแล้ว ซึ่งการก้าวไปสู่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจของอ่าวเบงกอลจึงไม่ยากนัก

ทว่ามีข้อคิดจากนางออง ซาน ซูจีที่พูดไว้น่าสนใจยิ่งว่า “ คนพม่า ที่ได้ทนทุกข์มาช้านานนั้น ยัง ห่างไกลจากเสรีภาพที่แท้จริง สิ่งที่คนพม่าจะต้องทำให้เกิดจริงๆ คือ การปฏิวัติของจิตวิญญาณ (revolution of the spirit) ซึ่งต้องใช้เวลายาวนาน ซึ่งเกมส์การเมืองในพม่าต้องมองยาวและจับตาอย่ากระพริบเลยทีเดียว!
ที่มา http://www.oknation.net/blog/akom/2011/12/06/entry-1 |